SCBX ผนึก Hashed Open Research เปิดตัวรายงานสำคัญ ชี้ทิศทางอนาคตการเงินดิจิทัลแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
รายงาน “Powering Southeast Asia’s Digital Future” ฉายภาพโครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ดิจิทัลใน 6 ตลาดหลักของภูมิภาค พร้อมกลั่นมุมมองเชิงลึกจากงาน Southeast Asia Blockchain Week 2026


กรุงเทพฯ, 24 สิงหาคม 2569 — SCBX กลุ่มเทคโนโลยีทางการเงินชั้นนำของประเทศไทย เปิดตัวรายงาน “Powering Southeast Asia’s Digital Future” ซึ่งจัดทำร่วมกับ Hashed Open Research (HOR) หน่วยงานคลังสมองด้านนโยบายของ Hashed บริษัทเวนเจอร์แคปิทัลด้าน Web3 ระดับโลก รายงานฉบับนี้ นำเสนอผลการศึกษาและบทสรุปจากวงเสวนาแบบปิด (Closed-door Roundtables) ที่จัดขึ้นภายในงาน Southeast Asia Blockchain Week (SEABW) 2026 โดยถือเป็นหนึ่งในเอกสารที่ให้ภาพชัดเจนที่สุดถึงการเปลี่ยนผ่านของภูมิภาค จากตลาดเชิงเก็งกำไรสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ใช้งานได้จริงในเชิงระบบ
งาน SEABW 2026 จัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร โดย Hashed และ ShardLab ร่วมกับ SCBX มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 4,000 คน และวิทยากรมากกว่า 100 คน จากทั่วโลก นับเป็นงานด้านบล็อกเชนที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคจนถึงปัจจุบัน รายงานฉบับนี้กลั่นกรองมุมมองจากผู้กำหนดนโยบายระดับสูง ผู้นำโปรโตคอลระดับโลก และสถาบันการเงิน ซึ่งรวมถึงวิทยากรหลักจาก SCBX, Hashed และ ShardLab พร้อมด้วยผู้ร่วมเสวนาในวงเสวนาเชิงสถาบันแบบปิดทั้ง 4 วง

สองส่วนสำคัญ: จากภาพรวมภูมิภาคสู่ความเป็นจริงเชิงสถาบัน
รายงานฉบับนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกนำเสนอภาพรวมเชิงมหภาคของภูมิทัศน์สินทรัพย์ดิจิทัลใน 6 ตลาดหลักของภูมิภาค (SEA-6) ได้แก่ สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย พร้อมวิเคราะห์แนวทางการกำกับดูแล พัฒนาการสำคัญ และประเด็นที่ยังต้องติดตามของแต่ละตลาด ส่วนที่สองเป็นการสังเคราะห์มุมมองเชิงลึกจากวิทยากรหลักและวงเสวนาเชิงสถาบันแบบปิดทั้ง 4 วง เพื่อสะท้อนความเป็นจริงเชิงพาณิชย์และโอกาสที่กำลังก่อรูปขึ้นในภูมิภาค
มุมมองจากหน่วยงานกำกับดูแล โปรโตคอลระดับโลก และสถาบันชั้นนำ
รายงานฉบับนี้รวบรวมมุมมองเชิงลึกจากผู้บริหารระดับสูงตลอดห่วงโซ่คุณค่าของสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมีปาฐกถาหลักจาก คุณกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร Chief Innovation Officer ของ SCBX และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCB 10X, Simon Kim CEO และ Managing Partner ของ Hashed และ Hojin Kim CEO ของ ShardLab
นอกจากนี้ ยังมีวงเสวนาเชิงสถาบันแบบปิด 4 วง ซึ่งรวมหน่วยงานกำกับดูแล ผู้ให้บริการทางเทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญและนักพัฒนา รวมถึงสถาบันการเงิน อาทิ สำนักงาน ก.ล.ต. (SEC Thailand), Bitkub, Avalanche, Tether, Token X, Base และ Kite โดยมีผู้เข้าร่วมบางรายที่บริหารสินทรัพย์แปลงเป็นโทเคนมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับความเป็นจริงเชิงพาณิชย์และเชิงปฏิบัติการของภูมิภาค
ภูมิภาคที่กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยโมบายเป็นหลัก (Mobile-first) ด้วยประชากรเกือบ 700 ล้านคน ที่ก้าวข้ามจากเงินสดสู่การชำระเงินผ่านมือถือ โดยรายงานได้ชี้ให้เห็นถึงขนาดของการเปลี่ยนผ่านนี้ ได้แก่
- มูลค่า GDP รวมของอาเซียนแตะระดับ 17 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ขณะที่มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค (GMV) อยู่ที่ 305,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- การชำระเงินกว่า 60% เป็นรูปแบบดิจิทัลแล้ว ซึ่งเป็นการพลิกกลับอย่างสิ้นเชิงจากฐานการใช้เงินสดในปี 2562
- 4 ใน 10 ประเทศที่มีการใช้งานคริปโตสูงที่สุดในโลกอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ขณะที่มูลค่าธุรกรรมบนเชน (On-chain) ทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเพิ่มขึ้นจาก 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สู่ 2.36 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในรอบปีถึงเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งเติบโตเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภูมิภาคทั่วโลก
ยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกันในแต่ละตลาด
รายงานระบุถึงทิศทางการพัฒนาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเวียดนามและฟิลิปปินส์มุ่งวางระบบนิเวศเพื่อรองรับกระแสการใช้งานของผู้บริโภคที่มีอยู่เดิม ขณะที่สิงคโปร์ ไทย และมาเลเซีย เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีใบอนุญาตและอิงสกุลเงินท้องถิ่น พร้อมแรงสนับสนุนจากภาคสถาบันที่เพิ่มขึ้น ส่วนอินโดนีเซียกำกับดูแลคริปโตในฐานะสินทรัพย์สำหรับผู้บริโภคภายใต้การควบคุม พร้อมสงวนเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ไว้สำหรับโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ทั้งนี้ ไทยถูกจัดให้เป็นตลาดที่มีระบบสินทรัพย์ดิจิทัลครบวงจรมากที่สุดในภูมิภาค โดยมี SCBX เป็นหนึ่งในผู้เล่นเชิงสถาบันที่แข็งขันที่สุดในการนำกรอบการกำกับดูแลไปสู่การใช้งานจริง
คอขวดได้เปลี่ยนจากการกำกับดูแล สู่การขับเคลื่อนเชิงพาณิชย์
ข้อสรุปสำคัญของรายงานคือ ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญจากทศวรรษที่ผ่านมาว่า ความไม่ชัดเจนด้านกฎเกณฑ์ไม่ใช่ข้อจำกัดหลักอีกต่อไป และการชำระราคาบนระบบบัญชีพื้นฐานถือเป็นโจทย์ที่แก้ได้แล้วเป็นส่วนใหญ่ คอขวดที่เหลืออยู่คือประเด็นเชิงพาณิชย์และเชิงปฏิบัติการ ซึ่งต้องอาศัยการประสานอย่างลึกซึ้งในระดับธนาคารพาณิชย์ การจ่ายเงินปลายทาง (Last-mile) ที่ราบรื่นท่ามกลางสกุลเงินท้องถิ่นที่กระจัดกระจาย และสภาพคล่องในตลาดรองที่แท้จริงสำหรับสินทรัพย์ในโลกจริงที่ถูกแปลงเป็นโทเคน โดยรายงานเน้นย้ำว่าคุณค่าสูงสุดของเทคโนโลยีนี้ไม่ได้อยู่ที่ความเร็วของธุรกรรม แต่อยู่ที่ความสามารถในการเขียนโปรแกรม (Programmability)
“ภูมิภาคที่มีความกระจัดกระจายเชิงโครงสร้างอย่างลึกซึ้งเช่นนี้ ไม่อาจเติบโตได้เต็มศักยภาพด้วยเม็ดเงินลงทุนหรือคำสั่งเชิงกฎเกณฑ์เพียงลำพัง” รายงานสรุป “โครงข่ายความร่วมมือที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลที่รอบคอบแต่มองไปข้างหน้า ธนาคารพาณิชย์ ผู้พัฒนาในท้องถิ่น และนักลงทุนระดับโลก จะเป็นตัวกำหนดขนาดของบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาคในท้ายที่สุด ซึ่งเป็นงานเชิงโครงสร้างระยะยาวที่ Hashed, ShardLab และ SCBX มุ่งมั่นดำเนินการอย่างจริงจัง”
อ่านรายงานฉบับเต็ม: “Powering Southeast Asia’s Digital Future” สามารถดาวน์โหลดได้ที่ Powering Southeast Asia’s Digital Future | SCBX


