การประเมินประเด็นที่มีนัยสำคัญด้านความยั่งยืน
และการสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย
กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ดำเนินการประเมินหรือทบทวนประเด็นที่มีนัยสำคัญด้านความยั่งยืนเป็นประจำทุกปี ตามมาตรฐาน Global Reporting Initiative (GRI) ควบคู่กับหลักการบูรณาการหลักการ Double Materiality ตามระเบียบว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนในภาคเอกชน (Corporate Sustainability Reporting Directive: CSRD) ของสหภาพยุโรป อ้างอิงมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนแห่งยุโรป (European Sustainability Reporting Standards: ESRS) โดยการประเมินในรูปแบบ Double Materiality ครอบคลุม การวิเคราะห์ผลกระทบในสองมิติหลัก ได้แก่
1.ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Impact Materiality) ซึ่งพิจารณาทั้งผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบที่เกิดขึ้นแล้ว หรืออาจเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อันเป็นผลมาจากการดำเนินธุรกิจของกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ รวมถึงความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่าขององค์กร
2.ผลกระทบต่อมิติด้านการเงิน (Finance Materiality) โดยวิเคราะห์จากความเสี่ยงและโอกาสของประเด็นด้านความยั่งยืนที่อาจส่งผลต่อสถานะและผลการดำเนินงานทางการเงินของกลุ่มเอสซีบีเอกซ์
การประเมินดังกล่าวช่วยให้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์สามารถมองเห็นภาพรวมของความเสี่ยงและโอกาสได้อย่างรอบด้านทั้งในมิติทางการเงินและที่ไม่ใช่การเงิน เสริมสร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนตอบสนองต่อความคาดหวังของนักลงทุน ลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสียที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล
ในปี 2568 กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ ได้ดำเนินการทบทวนประเด็นที่มีนัยสำคัญด้านความยั่งยืน ภายใต้หลักการ Double Materiality เพื่อประเมินความสอดคล้องและความเหมาะสมกับบริบทการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ซึ่งครอบคลุมทั้งปัจจัยภายในและภายนอกองค์กร โดยพิจารณาความสอดคล้องกับมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เกี่ยวข้อง แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของอุตสาหกรรม ตลอดจนความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
จากกระบวนการทบทวนดังกล่าว กลุ่มเอสซีบีเอกซ์สามารถระบุประเด็นที่มีนัยสำคัญด้านความยั่งยืนได้ทั้งหมด 16 ประเด็น โดยมีการเสนอประเด็นใหม่เพิ่มเติมจำนวน 3 ประเด็น ได้แก่ การลดก๊าซเรือนกระจก การบริหารจัดการภัยทุจริต การให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม เมื่อเทียบกับผลการประเมินในปี 2567 ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทได้พิจารณาและอนุมัติประเด็นที่มีนัยสำคัญด้านความยั่งยืนประจำปี 2568 โดยมีกระบวนการและผลประเมิน ดังนี้
กระบวนการประเมิน Double Materiality

วิเคราะห์ประเด็นความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ร่วมกับการวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและอุตสาหกรรมที่ใกล้เคียง

วิเคราะห์ประเด็นที่สำคัญต่อผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอก ได้แก่ ลูกค้า พนักงาน หน่วยงานกำกับดูแล นักลงทุน คู่ธุรกิจ คู่ค้า และภาคประชาสังคม ครอบคลุมผลกระทบที่เกิดขึ้นและที่อาจเกิดขึ้น ผลกระทบเชิงบวกและลบ รวมถึงความเสี่ยงและโอกาส ผ่านการสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย

วิเคราะห์ความสอดคล้องของกรอบการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กรและทิศทางกลยุทธ์ของเอสซีบี เอกซ์ เพื่อเข้าใจถึงความสำคัญ ความรุนแรง โอกาสที่จะเกิด ตลอดจนระดับและขอบเขตของผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาส

ประเมินและจัดลำดับความสำคัญของประเด็น ESG โดยพิจารณาทั้งมิติ ‘Impact Materiality’ และ ‘Financial Materiality’ พร้อมนำผลการประเมินให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบให้ความคิดเห็นและคณะกรรมการบริษัท และ/หรือ ผู้บริหารระดับสูงอนุมัติ
ผลการประเมินประเด็นที่มีนัยสำคัญด้านความยั่งยืน

หมายเหตุ:
* ประเด็นทั้งหมดจัดเรียงตามตัวอักษร มิใช่ตามลำดับความสำคัญ
การรับรองโดยหน่วยงานภายนอก
เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการประเมินประเด็นความยั่งยืนที่มีนัยสำคัญของกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ สอดคล้อง ครบถ้วน และถูกต้องตามมาตรฐาน Global Reporting Initiative (GRI) รวมถึงแนวคิด Double Materiality ซึ่งนำเสนอโดย The European Commission เอสซีบีเอกซ์ จึงได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานตรวจรับรองภายนอกเพื่อให้ความเชื่อมั่นอย่างเป็นอิสระสำหรับกระบวนการประเมินประเด็นความยั่งยืนที่มีนัยสำคัญ
การประเมินมูลค่าผลกระทบทางธุรกิจ (Impact Valuation)
การประเมินมูลค่าผลกระทบทางธุรกิจช่วยให้องค์กรเข้าใจและจัดการผลกระทบจากการดำเนินงานที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจที่สร้างคุณค่าให้กับทุกภาคส่วน ไม่เพียงเฉพาะผู้ถือหุ้นเท่านั้น โดยการประเมินมูลค่าผลกระทบทางธุรกิจได้รับความสนใจมากขึ้นในยุคแห่งทุนนิยมผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder Capitalism) ด้วยเล็งเห็นว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สามารถเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ ควบคู่ไปกับการจัดการความท้าทายทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
สำหรับกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ การประเมินมูลค่าผลกระทบทางธุรกิจนำมาซึ่งข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนายุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการผลกระทบเชิงลบ พร้อมแสวงหาโอกาสในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน ยังช่วยเสริมสร้างความสามารถของกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ ในการรับมือกับความท้าทายสู่การปรับตัวได้อย่างเท่าทันด้วย

