คัดกองทุนเด่นธีม EV เกาะกระแสการลงทุนกับตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

28/03/2565

คัดกองทุนเด่นธีม EV เกาะกระแสการลงทุนกับตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles) หรือที่คุ้นหูกับคำว่า EV มีการพัฒนาต่อเนื่องมาตลอด โดยคาดการณ์ว่าปี 2040 ยอดขายรถยนต์ EV จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 55% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมด และมากกว่า 33% ของจำนวนรถยนต์ที่ใช้ทั่วโลกคือรถยนต์ไฟฟ้า

โดยหากพูดถึง EV จะหมายถึงรถยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไปในการขับเคลื่อน รวมไปถึง

  • HV (Hybrid Vehicles) เป็นรถ EV รุ่นแรกๆ ที่ใช้เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนร่วมกัน
  • PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicles) รถยนต์ที่อัดประจุไฟฟ้าจากภายนอกมาเก็บในแบตเตอรี่ วิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ไกลมากขึ้น
  • BEV (Battery Electric Vehicles) ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวและไม่มีเครื่องยนต์
  • FCEV (Fuel Cell Electric Vehicles) ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อน โดยใช้พลังงานที่ผลิตจากเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) จากการเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจน ไม่มีการปล่อย CO2 มีเพียงการปล่อยน้ำเท่านั้น

ในปี 2025 ประเทศจีนจะมีสัดส่วนของยอดขาย EV เกือบ 50% จากทั่วโลก เนื่องจากระยะทางเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นต่อรถยนต์ EV 1 คัน ประกอบกับการใช้แพลตฟอร์ม Ride Sharing อาจส่งผลให้การใช้รถยนต์ EV มีต้นทุนต่ำลงและสามารถแข่งขันได้หากเทียบรถยนต์ที่ใช้พลังงานจากเชื้อเพลิง (Fossil) โดยจีนนับว่าเป็นตลาดรถยนต์ EV ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศประมาณ 1.4 ล้านคันในปี 2563 คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของ EV ขายทั่วโลก โดยสิ้นปี 2020 จีนมีสถานีชาร์จ 807,000 แห่ง เทียบกับสหรัฐฯ ที่มีเพียง 97,000 แห่ง นอกจากนี้การพัฒนาเมืองของจีนยังออกแบบให้รองรับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยานยนต์อัตโนมัติแบบครบวงจร รวมถึงรัฐบาลจีนยังได้ขยายโครงการเงินอุดหนุนสำหรับยานยนต์พลังงานสะอาดต่อเนื่องจนถึงปี 2022

นอกจากนี้การใช้รถยนต์ EV ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับต่ำ ทำให้หลายประเทศได้เสนอมาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ EV โดยผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ 18 ราย จาก 20 ราย ต่างมุ่งมั่นที่จะเพิ่มการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อรองรับปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยได้ส่งสัญญาณว่าจะปรับระบบการขนส่งสินค้าของบริษัทมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าแทน นอกจากรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก็มีโอกาสที่จะเติบโตควบคู่กันไปด้วย เช่น แบตเตอรี่ลิเธียม เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน และโลหะที่ไม่ใช่เหล็ก เช่น ลิเธียม ทองแดง เป็นต้น โดยจากปี 2015-2030 ความต้องการแบตเตอรี่ลิเธียมทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1,829% จากปี 2017-2025 รายได้จากลิเธียมซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 450% และจากปี 2017-2027 ความต้องการทองแดงสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าอาจเพิ่มขึ้น 9 เท่า

สำหรับการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับขุมทรัพย์พลังยานยนต์แห่งอนาคต หลักๆ ประกอบด้วย

1. Entire Vehicle & EV Component Manufacturers – รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยานพาหนะที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไปในการขับเคลื่อน

2. Batteries & Hydrogen Fuel Cells – แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนและเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนมีความจำเป็นอย่างมากต่อรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์พลังงานใหม่อื่นๆ

3. Vehicle Connectivity & Autonomous Capability – การเชื่อมต่อของยานยนต์ ประกอบด้วยเซ็นเซอร์ การเชื่อมต่อระหว่างกลุ่มเครือข่ายของยานยนต์ และความสามารถคำนวณข้อมูลที่รวดเร็ว

4. Charging – สถานีชาร์จและโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ สนับสนุนการนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้งาน

5. Raw Materials – สายแร่ที่ใช้ในการผลิต เช่น ลิเธียม เป็นต้น มีความต้องการเพิ่มขึ้นตามการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์พลังงานใหม่ที่มากขึ้น

สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในธีมที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ที่คาดว่าจะเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจโลกในระยะยาว วันนี้ขอนำเสนอตัวอย่างกองทุนที่ลงทุนภายใต้ธีมที่กำหนด เพื่อเป็นทางเลือกในการลงทุน ได้แก่ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Electric Vehicles and Future Mobility (SCBEV) เริ่มเสนอขายครั้งแรก 21-25 กุมภาพันธ์นี้ เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนกองทุนต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว ได้แก่ กองทุน KraneShares Electric Vehicles & Future Mobility ETF (กองทุนหลัก) เป็นกองทุนประเภท Exchange Traded Fund (ETF) โดยมุ่งหวังให้ผลตอบแทนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายสอดคล้องกับผลการดำเนินงานของดัชนีอ้างอิง ซึ่งปัจจุบันคือ Bloomberg Electric Vehicles Index เป็นดัชนีที่เป็นตัวแทนของกลุ่ม EV Ecosystem ได้ดี โดยกระจายการลงทุนครอบคลุมประเทศหลักๆ ที่มีแนวโน้มการเติบโตในอุตสาหกรรมนี้ เช่น จีน สหรัฐฯ และเยอรมนี เป็นต้น

สำหรับกองทุนหลักจะลงทุนในบริษัทผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้อง เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า, แบตเตอรี่, เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน, เซ็นเซอร์, ลิเธียม และทองแดง เป็นต้น โดยเบื้องต้นได้ลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มยานยนต์แห่งอนาคต เช่น Tesla บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด สัญชาติอเมริกัน, Nidec ผู้ผลิตและจำหน่ายมอเตอร์ไฟฟ้าจากประเทศญี่ปุ่น และ Analog Devices บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ สัญชาติอเมริกัน นอกจากนี้ผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนหลักยังมี Track Record ที่ดีนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน โดยกองทุนนี้ได้เปิดให้นักลงทุนได้เลือกลงทุนถึง 3 ชนิด ได้แก่ 1. SCBEV(A) ชนิดสะสมมูลค่า สามารถซื้อได้ทุกช่องทาง 2. SCBEV(E) ชนิดช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ในรูปแบบ e-class ฟรีค่าธรรมเนียมการซื้อและการจัดการ โดยต้องลงทุนผ่าน SCBAM Fund Click เท่านั้น และ 3. SCBEV(SSF) ชนิดกองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว (SSF) สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนเพื่อสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี

อ้างอิง:

  • Bloomberg New Energy Finance ข้อมูล ณ 31 ธันวาคม 2021
  • Evvolumes.com, CLSA , Macquarie, IEA
  • Fund Factsheet ของกองทุนหลัก as of end Dec 2021

ข้อมูล ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565

บทความโดย คุณณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด

ที่มา : The Standard Wealth

Read our interested blogs more

อ่านบทความที่น่าสนใจของเราต่อ